หนึ่งในฝันร้ายของคนเทรดคริปโตในไทยคือ ตื่นมาแล้วพบว่าบัญชีธนาคารถูกอายัด กดเงินไม่ได้ โอนไม่ได้ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการขายเหรียญแบบ P2P (ซื้อขายกันเองระหว่างบุคคล) แล้วบังเอิญได้รับโอนเงินที่มีต้นทางมาจากมิจฉาชีพ

ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐระบุว่าตั้งแต่ปลายปี 2566 ถึงกลางปี 2569 มีบัญชีที่ถูกสงสัยว่าเป็นบัญชีม้ากว่า 1.4 ล้านราย และมีผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์กว่า 7 แสนราย ทำให้ธนาคารใช้มาตรการเข้มขึ้นมาก และคนที่ซื้อขายคริปโตแบบ P2P กลายเป็นกลุ่มที่โดนลูกหลงบ่อยที่สุดกลุ่มหนึ่ง

ทำไมขายคริปโตแล้วบัญชีถึงโดนอายัด ทั้งที่ไม่ได้โกงใคร

กลไกมันเป็นแบบนี้ครับ มิจฉาชีพหลอกเหยื่อให้โอนเงิน แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อคริปโตจากคุณผ่านช่องทาง P2P เมื่อเหยื่อไปแจ้งความ ตำรวจจะไล่ตามเส้นทางการเงิน และบัญชีปลายทางที่รับเงินก้อนนั้นต่อ ก็คือบัญชีของคุณ

ในสายตาระบบ คุณคือ “บัญชีลำดับถัดไป” ที่รับเงินจากเส้นทางทุจริต ธนาคารจึงระงับบัญชีไว้ก่อนตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ ทั้งที่ในความจริงคุณแค่ขายเหรียญแล้วได้รับเงินตามปกติ

และเพราะระบบเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคาร บางกรณีจึงโดนอายัดพร้อมกันหลายธนาคาร ไม่ใช่แค่บัญชีที่รับเงิน

โดนอายัดแล้วต้องทำอะไรบ้าง (เรียงตามลำดับ)

สิ่งสำคัญคือ ยิ่งพิสูจน์ได้เร็วว่าเงินที่รับมาเป็นค่าขายเหรียญจริง มีคู่สัญญาจริง มีการส่งมอบเหรียญจริง โอกาสคลี่คลายก็ยิ่งสูง หลักฐานที่ครบและเรียงลำดับเวลาได้คือหัวใจ

  • 1. โทรหา Call Center ของธนาคารทันที เพื่อขอทราบสองอย่างคือ “เหตุผลที่ระงับ” และ “เลขที่เอกสารหรือคดีที่อ้างอิง” จดไว้ให้ครบ
  • 2. สอบถามว่าเป็นการระงับจากคำขอของธนาคารเอง หรือจากคำสั่งพนักงานสอบสวน เพราะขั้นตอนแก้ต่างกัน
  • 3. รวบรวมหลักฐานการซื้อขายทั้งหมด ได้แก่ ประวัติคำสั่งซื้อขายในแพลตฟอร์ม สลิปโอนเหรียญ TxID แชตคุยกับคู่ค้า และสเตทเมนต์ช่วงที่เกิดรายการ
  • 4. ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ โดยแจ้งว่าตนเองเป็นผู้ขายสุจริตและถูกอายัดบัญชี ขอสำเนาบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
  • 5. ติดต่อสายด่วน AOC 1441 (ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) เพื่อสอบถามสถานะและแนวทางในกรณีของคุณ
  • 6. ยื่นเอกสารทั้งหมดให้ธนาคารและ/หรือพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดี แล้วติดตามผลเป็นระยะ

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะปลดอายัด

ตอบตรง ๆ คือไม่มีกำหนดตายตัว บางรายจบใน 1-2 สัปดาห์เมื่อหลักฐานชัดและคดีไม่ซับซ้อน บางรายใช้เวลาหลายเดือนเพราะต้องรอกระบวนการของพนักงานสอบสวนหรือมีผู้เสียหายหลายราย

สิ่งที่ทำให้ช้าคือการรอเอกสารและการติดต่อข้ามหน่วยงาน จึงควรเก็บชื่อผู้รับเรื่อง เลขคดี และวันที่ติดต่อทุกครั้ง เพื่อใช้ติดตามงานได้ต่อเนื่อง

ระหว่างนี้ควรเตรียมสภาพคล่องสำรองไว้ในบัญชีอื่นหรือรูปแบบอื่น เพราะอาจใช้บัญชีหลักไม่ได้ชั่วคราว

ป้องกันยังไงไม่ให้เกิดซ้ำ

  • ใช้ Exchange ที่จดทะเบียนถูกต้องกับ ก.ล.ต. ไทยแทนการซื้อขาย P2P กับคนแปลกหน้า เพราะเงินที่เข้าบัญชีมาจากบริษัท ไม่ใช่จากบุคคลที่เราไม่รู้จัก
  • ถ้าจำเป็นต้องทำ P2P จริง ๆ ให้ทำผ่านระบบ escrow ของแพลตฟอร์มเท่านั้น ห้ามตกลงกันนอกระบบเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงคู่ค้าที่เพิ่งสมัคร ไม่มีประวัติซื้อขาย หรือเร่งรัดให้รีบปล่อยเหรียญ
  • ระวังคู่ค้าที่ขอโอนเงินจากหลายบัญชี หรือโอนยอดแปลก ๆ เช่น แบ่งเป็นหลายก้อนจากชื่อคนละคนกับที่คุยไว้ นี่คือสัญญาณอันตราย
  • เก็บหลักฐานทุกดีลไว้อย่างน้อย 1-2 ปี ทั้งสลิป แชต และ TxID เพราะคดีอาจตามมาทีหลังเป็นเดือน
  • แยกบัญชีที่ใช้รับเงินคริปโตออกจากบัญชีเงินเดือนและบัญชีหลักที่ใช้จ่ายประจำ เพื่อจำกัดความเสียหายหากถูกอายัด

ซื้อขายผ่าน Exchange ไทยปลอดภัยกว่าจริงไหม

ปลอดภัยกว่าในแง่ที่มาของเงินครับ เพราะเมื่อคุณขายเหรียญบนกระดานที่จดทะเบียนถูกต้อง เงินที่โอนเข้าบัญชีคุณมาจากบัญชีของบริษัทผู้ให้บริการ ไม่ใช่จากกระเป๋าเงินของคนแปลกหน้าที่อาจปนเปื้อนเงินผิดกฎหมาย

แลกมาด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า P2P เล็กน้อยและต้องยืนยันตัวตน แต่เทียบกับความเสี่ยงที่บัญชีทุกธนาคารจะถูกอายัดพร้อมกัน ส่วนต่างตรงนี้ถือว่าคุ้มมาก

ดูตารางเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและจุดเด่นของแต่ละเจ้าได้ที่หน้าเปรียบเทียบ Exchange ไทยของเรา

สรุป

การถูกอายัดบัญชีจากการขายคริปโต P2P เกิดกับคนสุจริตได้จริง และเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจของการแก้คือ ตั้งสติ รวบรวมหลักฐานให้ครบ ติดต่อธนาคารและตำรวจอย่างเป็นระบบ แล้วติดตามต่อเนื่อง

แต่ที่ดีกว่าคือป้องกันไว้ก่อน ด้วยการใช้ช่องทางที่ถูกกฎหมาย แยกบัญชี และเก็บหลักฐานทุกครั้ง

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กรณีของแต่ละคนมีรายละเอียดต่างกัน ควรปรึกษาทนายความหรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง