อาการคือ โอนเหรียญออกจากกระดานหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ระบบแจ้งว่าส่งสำเร็จแล้ว มี TxID ครบ แต่ปลายทางไม่มีเหรียญเข้าสักที ส่วนใหญ่ไม่ได้แปลว่าเหรียญหาย แต่แปลว่าคุณส่งมาบน “ถนน” คนละสายกับที่ปลายทางรออยู่
เหรียญอย่าง USDT มีอยู่บนหลายเครือข่าย ทั้ง ERC20 (Ethereum), BEP20 (BNB Chain), TRC20 (Tron) และอื่น ๆ ชื่อเหรียญเหมือนกันแต่คนละระบบ ถ้าเลือกไม่ตรงกัน ปลายทางก็จะไม่เห็นยอด
เครือข่าย BEP20 ERC20 TRC20 ต่างกันยังไง
ให้นึกภาพว่าเหรียญเดียวกันถูกออกไว้บนถนนคนละสาย แต่ละสายมีค่าผ่านทางและความเร็วไม่เท่ากัน
- ERC20 คือเหรียญบนเครือข่าย Ethereum ที่อยู่ขึ้นต้นด้วย 0x ค่าธรรมเนียมมักแพงที่สุดในสามแบบ
- BEP20 คือเหรียญบนเครือข่าย BNB Chain ที่อยู่ขึ้นต้นด้วย 0x เหมือนกัน ค่าธรรมเนียมถูกกว่า
- TRC20 คือเหรียญบนเครือข่าย Tron ที่อยู่ขึ้นต้นด้วยตัว T ค่าธรรมเนียมถูกและนิยมใช้โอน USDT
ทำไมที่อยู่หน้าตาเหมือนกันแต่โอนแล้วไม่เข้า
นี่คือกับดักที่ทำให้คนพลาดมากที่สุด เพราะ ERC20 กับ BEP20 ใช้รูปแบบที่อยู่เหมือนกันเป๊ะ คือขึ้นต้นด้วย 0x ตามด้วยตัวอักษรและตัวเลข ระบบจึงยอมให้คุณกดส่งได้โดยไม่เตือน
ผลคือเหรียญไปอยู่ที่ “ที่อยู่เดียวกัน แต่คนละเครือข่าย” ซึ่งปลายทางที่รองรับแค่เครือข่ายเดียวจะมองไม่เห็นยอดนั้น ทั้งที่บนบล็อกเชนอีกสายหนึ่งเหรียญยังอยู่ครบ
ส่วนกรณีส่งจากเครือข่าย 0x ไปยังที่อยู่ที่ขึ้นต้นด้วย T หรือกลับกัน ระบบส่วนใหญ่จะเตือนหรือบล็อกให้ตั้งแต่แรก เพราะรูปแบบที่อยู่ไม่ตรงกันชัดเจน
แบบไหนกู้คืนได้ แบบไหนหายถาวร
หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้ามีคนถือกุญแจของที่อยู่ปลายทางอยู่ ก็ยังมีโอกาส แต่ถ้าไม่มีใครถือกุญแจ ก็จบ
- กู้ได้ค่อนข้างแน่ ถ้าปลายทางเป็นกระเป๋าที่คุณถือกุญแจเอง (มี Seed Phrase หรือ Private Key) เพราะเพียงเพิ่มเครือข่ายที่หายไปเข้าไปในแอปกระเป๋า แล้วใส่ที่อยู่สัญญาของเหรียญนั้น ยอดก็จะปรากฏขึ้นมา
- พอมีลุ้น ถ้าปลายทางเป็นบัญชีบน Exchange ต้องรีบเปิดเรื่องกับฝ่ายบริการลูกค้า แนบ TxID เครือข่ายที่ใช้ส่ง และที่อยู่ปลายทาง บางเจ้ามีบริการดึงเหรียญคืนให้โดยคิดค่าดำเนินการ บางเจ้าไม่รองรับเลย ขึ้นอยู่กับนโยบายและเหรียญนั้น ๆ
- แทบไม่มีทางกู้ ถ้าส่งไปยังที่อยู่ของสัญญาอัจฉริยะ (contract address) หรือที่อยู่ที่ไม่มีใครถือกุญแจ กรณีนี้เหรียญจะค้างอยู่ตรงนั้นถาวร
ต้องทำอะไรทันทีเมื่อรู้ตัวว่าโอนผิดเครือข่าย
- 1. อย่าเพิ่งโอนซ้ำ เพราะอาจซ้ำรอยเดิมและเสียเงินเพิ่ม
- 2. คัดลอก TxID ของรายการนั้นไว้ แล้วเปิดดูใน block explorer ของเครือข่ายที่คุณใช้ส่งจริง เพื่อยืนยันว่าเหรียญไปถึงที่อยู่ปลายทางแล้วหรือยัง
- 3. ดูว่าที่อยู่ปลายทางเป็นกระเป๋าส่วนตัวหรือบัญชี Exchange ถ้าเป็นกระเป๋าส่วนตัวให้ลองเพิ่มเครือข่ายในแอปก่อน
- 4. ถ้าเป็น Exchange ให้เปิดตั๋วแจ้งปัญหาทันที พร้อมแนบ TxID เครือข่าย จำนวน เวลา และที่อยู่ปลายทางให้ครบในครั้งเดียว
- 5. อดทนรอ ระบุให้ชัดว่าต้องการอะไร และอย่าหลงเชื่อคนที่ทักมาอ้างว่ารับกู้เหรียญคืนได้ เพราะเป็นรูปแบบหลอกลวงที่พบบ่อยมาก
วิธีเช็กก่อนโอนไม่ให้พลาดอีก
- ดูที่ฝั่งรับก่อนเสมอ เปิดหน้าฝากเหรียญของปลายทาง แล้วเลือกเครือข่ายที่นั่นก่อน จากนั้นค่อยกลับมาเลือกเครือข่ายเดียวกันที่ฝั่งส่ง
- จำหลักง่าย ๆ ที่อยู่ขึ้นต้นด้วย T คือ Tron ส่วน 0x เป็นได้ทั้ง Ethereum และ BNB Chain จึงต้องอ่านชื่อเครือข่ายให้ชัด อย่าเดาจากหน้าตาที่อยู่
- ทดลองส่งยอดน้อย ๆ ก่อนเมื่อโอนไปที่ใหม่เป็นครั้งแรก เสียค่าธรรมเนียมนิดเดียวแต่กันพลาดก้อนใหญ่ได้
- อย่าคัดลอกที่อยู่จากแชตหรือประวัติเก่า ให้ก๊อบจากหน้าฝากเงินสด ๆ ทุกครั้ง เพราะมีมัลแวร์บางตัวคอยสลับที่อยู่ในคลิปบอร์ด
- ตรวจตัวอักษร 4 ตัวแรกและ 4 ตัวท้ายของที่อยู่ให้ตรงกันทุกครั้งก่อนกดยืนยัน
สรุป
โอนผิดเครือข่ายไม่ได้แปลว่าเงินหายเสมอไป ถ้าปลายทางเป็นกระเป๋าที่คุณถือกุญแจเอง มักแก้ได้ด้วยการเพิ่มเครือข่าย ถ้าเป็น Exchange ต้องพึ่งฝ่ายบริการลูกค้า แต่ถ้าไปเข้าที่อยู่ที่ไม่มีใครถือกุญแจ ก็ถือว่าจบ
ทางที่ดีที่สุดคือเช็กเครือข่ายจากฝั่งรับก่อนทุกครั้ง และทดลองส่งยอดเล็กก่อนเสมอเมื่อโอนไปที่ใหม่