ถ้าเคยได้ยินคำว่า “เมื่อก่อนเงินมีทองคำหนุนหลัง” แล้วสงสัยว่ามันหมายความว่าอะไรและเลิกไปตอนไหน บทความนี้ตอบให้ครบ รวมถึงเหตุการณ์ในปี 1971 ที่เปลี่ยนระบบการเงินโลกไปตลอดกาล

มาตรฐานทองคำคืออะไร

มาตรฐานทองคำคือระบบที่ผูกค่าเงินของประเทศไว้กับทองคำในอัตราที่กำหนด ธนบัตรในยุคนั้นเปรียบเสมือนใบรับฝากที่นำไปแลกทองคำคืนได้จริง รัฐบาลจึงพิมพ์เงินเพิ่มตามใจไม่ได้ เพราะต้องมีทองคำสำรองรองรับ

ยุคที่ระบบนี้ทำงานเต็มรูปแบบที่สุดคือช่วงราวปี 1871 ถึง 1914 ซึ่งประเทศเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ใช้ระบบนี้ร่วมกัน ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะทำให้หลายประเทศต้องระงับการแลกเปลี่ยนเพื่อพิมพ์เงินมาใช้จ่ายในสงคราม

ระบบเบรตตันวูดส์: ทองคำผ่านดอลลาร์

ในปี 1944 ขณะสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้จบ ประเทศพันธมิตรประชุมกันที่เบรตตันวูดส์และตกลงระบบใหม่ คือให้ดอลลาร์สหรัฐผูกกับทองคำ แล้วให้สกุลเงินอื่น ๆ ผูกกับดอลลาร์อีกทอดหนึ่ง

ผลคือดอลลาร์กลายเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก ธนาคารกลางต่างประเทศสามารถนำดอลลาร์ที่ถืออยู่มาแลกทองคำจากสหรัฐฯ ได้

15 สิงหาคม 1971: วันที่ระบบพัง

ปัญหาคือสหรัฐฯ ใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสงครามเวียดนามและโครงการในประเทศ ทำให้ดอลลาร์ในมือต่างชาติมีมากกว่าทองคำสำรองที่มีอยู่จริง เมื่อหลายประเทศเริ่มทยอยขอแลกทองคำคืน ทองคำสำรองของสหรัฐฯ ก็ลดลงจนถึงระดับวิกฤต

วันที่ 15 สิงหาคม 1971 ประธานาธิบดีนิกสันจึงประกาศระงับการแลกดอลลาร์เป็นทองคำ พร้อมมาตรการอื่น ๆ เช่นการตรึงราคาและค่าจ้าง 90 วัน และเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 10% เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า Nixon Shock

แม้ตอนประกาศจะบอกว่าเป็นมาตรการชั่วคราว แต่หน้าต่างทองคำไม่เคยถูกเปิดอีกเลย ระบบเบรตตันวูดส์จบลงในทางปฏิบัติในคืนนั้น และภายในปี 1973 ค่าเงินหลักของโลกก็เปลี่ยนมาเป็นระบบลอยตัว

แล้วเงินบาทไทยล่ะ

ไทยเองก็เคยผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินตราต่างประเทศเป็นเวลานาน จนกระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินจึงอ่อนลงอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น

เหตุการณ์นั้นเป็นบทเรียนที่คนไทยจำนวนมากยังจำได้ว่า มูลค่าของเงินที่เราถืออยู่ไม่ได้เป็นสิ่งที่คงที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายและความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนแปลงได้

โลกหลังปี 1971 เปลี่ยนไปยังไง

ประเด็นสุดท้ายนี้สำคัญ: มุมมองที่ว่า “การเลิกมาตรฐานทองคำคือความผิดพลาด” เป็นจุดยืนของสำนักคิดหนึ่ง โดยเฉพาะสำนักออสเตรียน ไม่ใช่ข้อสรุปที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดเห็นตรงกัน ผู้อ่านควรรับฟังทั้งสองด้านก่อนตัดสินใจเชื่อ

  • ปริมาณเงินในระบบไม่ได้ถูกจำกัดด้วยทองคำสำรองอีกต่อไป ธนาคารกลางมีเครื่องมือมากขึ้นในการรับมือวิกฤต
  • ในทางกลับกัน วินัยทางการคลังก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนมากกว่ากฎเกณฑ์ที่ตายตัว
  • นักเศรษฐศาสตร์ยังถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ดีหรือไม่ดี ฝ่ายหนึ่งมองว่าช่วยให้เศรษฐกิจยืดหยุ่นและรับมือวิกฤตได้ อีกฝ่ายมองว่าเปิดทางให้เกิดหนี้และเงินเฟ้อสะสม