คำว่า fiat มาจากภาษาละติน แปลประมาณว่า “ให้เป็นไปตามนั้น” เงิน fiat จึงหมายถึงเงินที่มีค่าเพราะรัฐประกาศให้มีค่าและกำหนดให้ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไม่ได้มีทองคำหรือสินทรัพย์อื่นหนุนหลัง เงินบาท ดอลลาร์ ยูโร เยน ล้วนเป็นเงิน fiat ทั้งหมด

แล้วทำไมกระดาษถึงมีค่า

เพราะสามอย่างทำงานร่วมกัน หนึ่งคือกฎหมายที่บังคับให้ใช้ชำระหนี้ได้ สองคือรัฐเก็บภาษีเป็นสกุลเงินนั้น ทำให้ทุกคนต้องหามาถือไว้ และสามคือความเชื่อมั่นร่วมกันของคนในสังคมว่าคนอื่นจะยอมรับมันเช่นกัน

ข้อสามสำคัญที่สุดและเปราะบางที่สุด ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างของประเทศที่ความเชื่อมั่นพังทลายจนเงินกลายเป็นกระดาษเปล่าในเวลาไม่กี่ปี

เทียบสามอย่าง: fiat ทองคำ Bitcoin

  • อุปทาน — fiat: ธนาคารกลางปรับได้ตามนโยบาย · ทองคำ: เพิ่มได้ช้าตามการขุด · Bitcoin: กำหนดตายตัวที่ 21 ล้าน
  • การใช้จ่ายประจำวัน — fiat: สะดวกที่สุด · ทองคำ: แทบใช้ไม่ได้ · Bitcoin: ใช้ได้แต่ผันผวนจนตั้งราคาสินค้ายาก
  • ความเสถียรของมูลค่าระยะสั้น — fiat: เสถียรที่สุด · ทองคำ: ผันผวนปานกลาง · Bitcoin: ผันผวนสูงมาก
  • การควบคุมโดยส่วนกลาง — fiat: ธนาคารกลางควบคุมได้เต็มที่ · ทองคำ: ไม่มีใครควบคุมอุปทาน แต่ถูกยึดได้ · Bitcoin: ไม่มีใครควบคุม แต่ต้องดูแลกุญแจเอง

ข้อดีของเงิน fiat ที่มักถูกมองข้าม

เนื้อหาสายคริปโตมักพูดถึง fiat ในแง่ลบอย่างเดียว แต่ความจริงคือระบบนี้มีข้อดีที่ชัดเจน ธนาคารกลางสามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต ลดความรุนแรงของการว่างงาน และรักษาเสถียรภาพของราคาในระยะสั้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบที่มีอุปทานตายตัวทำไม่ได้

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ความสามารถตรงนี้เองที่ช่วยให้หลายประเทศประคองระบบเศรษฐกิจไว้ได้ การมองข้ามข้อนี้ทำให้ภาพไม่ครบ

ข้อวิจารณ์ที่มีต่อระบบ fiat

ฝ่ายที่วิจารณ์ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน มองว่าเมื่ออุปทานเงินไม่มีข้อจำกัดตายตัว แรงจูงใจทางการเมืองจะผลักดันให้เกิดการขยายปริมาณเงินเกินความจำเป็น นำไปสู่หนี้สะสม เงินเฟ้อระยะยาว และการกระจายผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียม เพราะคนที่เข้าถึงเงินใหม่ก่อนได้ประโยชน์มากกว่า

ต้องย้ำว่านี่เป็นมุมมองของสำนักคิดหนึ่ง ไม่ใช่ข้อสรุปที่วงการเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันทั้งหมด นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจำนวนมากเห็นว่าเงินเฟ้อระดับต่ำและคาดการณ์ได้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่าเงินฝืด

แล้วเราควรคิดยังไง

ทางที่สมเหตุสมผลที่สุดคือมองว่าแต่ละอย่างมีบทบาทต่างกัน เงิน fiat เหมาะกับการใช้จ่ายและเก็บสภาพคล่องระยะสั้น ทองคำและ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่บางคนใช้กระจายความเสี่ยงในระยะยาว โดย Bitcoin มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ควรตัดสินใจจากความเข้าใจของตัวเอง ไม่ใช่จากคำโฆษณาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง — บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน