เปิดกราฟคริปโตครั้งแรกแล้วเจอเส้นหยึกหยักใต้กราฟ พร้อมเลข 70 กับ 30 — นั่นคือ RSI ส่วนอีกอันที่เป็นเส้นสองเส้นตัดกันพร้อมแท่งเล็ก ๆ คือ MACD
ทั้งสองตัวคือ “อินดิเคเตอร์” ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่เป็นการเอาราคาที่เกิดขึ้นไปแล้วมาคำนวณใหม่ให้ดูง่ายขึ้น ประโยคนี้สำคัญมากและเป็นสิ่งที่คนสอนเทรดมักพูดเบา ๆ — อินดิเคเตอร์ทุกตัวมองย้อนหลัง ไม่มีตัวไหนรู้อนาคต
RSI — วัดว่าราคาวิ่งขึ้นแรงแค่ไหนเทียบกับที่ลง
RSI ย่อมาจาก Relative Strength Index คิดค้นโดย J. Welles Wilder ตั้งแต่ปี 1978 หลักการคือเอา 14 แท่งล่าสุด (ค่ามาตรฐาน) มาดูว่าในช่วงนั้นวันที่ราคาขึ้นรวมกันได้กี่จุด และวันที่ลงรวมกันได้กี่จุด แล้วแปลงอัตราส่วนนั้นเป็นเลข 0-100
ค่าใกล้ 100 แปลว่าช่วงที่ผ่านมาแทบไม่มีวันลงเลย ค่าใกล้ 0 แปลว่าตรงกันข้าม เส้น 70 และ 30 คือเส้นที่ Wilder เลือกไว้เป็นจุดสังเกต ไม่ใช่กฎธรรมชาติ
- RSI > 70 มักถูกเรียกว่า “ซื้อมากเกินไป” — แต่ความหมายจริงคือ ราคาขึ้นติดต่อกันแรงผิดปกติ ไม่ได้แปลว่าต้องลง
- RSI < 30 มักถูกเรียกว่า “ขายมากเกินไป” — ความหมายจริงคือลงแรงติดต่อกัน ไม่ได้แปลว่าจะเด้ง
- Divergence — ราคาทำจุดสูงใหม่แต่ RSI ทำจุดสูงต่ำลง แปลว่าแรงส่งของขาขึ้นเริ่มลด เป็นการใช้งานที่มีประโยชน์กว่าการดูเส้น 70/30 เฉย ๆ
กับดักที่ทำให้คนเจ๊งกับ RSI
กับดักใหญ่ที่สุดคือ “RSI เกิน 70 = ขาย” ในตลาดขาขึ้นแรง ๆ RSI สามารถค้างเหนือ 70 ได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน คนที่ขายทันทีที่แตะ 70 ในรอบใหญ่ ๆ ของ Bitcoin มักได้ดูราคาวิ่งต่ออีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีของอยู่ในมือ
ในทางกลับกัน ตลาดขาลงจริงจัง RSI ก็ค้างต่ำกว่า 30 ได้นานเหมือนกัน คนที่ “ช้อนเพราะ oversold” จึงติดดอยได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
วิธีใช้ที่สมเหตุสมผลกว่าคือใช้ RSI ยืนยันสิ่งที่คุณเห็นจากโครงสร้างราคาอยู่แล้ว ไม่ใช่ใช้มันเป็นสัญญาณเดี่ยว ๆ ในการเข้าออก
MACD — วัดว่าแนวโน้มกำลังเร่งหรือแผ่ว
MACD (Moving Average Convergence Divergence) สร้างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EMA สองเส้น คือ EMA 12 กับ EMA 26 แล้วเอามาลบกัน ได้เป็น “เส้น MACD”
จากนั้นเอาเส้น MACD มาทำค่าเฉลี่ยอีกทีที่ 9 คาบ ได้เป็น “เส้นสัญญาณ” ส่วนแท่งฮิสโตแกรมที่เห็นคือผลต่างระหว่างสองเส้นนั้น
แปลเป็นภาษาคนคือ MACD บอกว่าค่าเฉลี่ยระยะสั้นกำลังห่างออกจากค่าเฉลี่ยระยะยาวมากขึ้นหรือน้อยลง — คือแนวโน้มกำลังเร่งหรือกำลังแผ่วนั่นเอง
- เส้น MACD ตัดเส้นสัญญาณขึ้น — โมเมนตัมฝั่งขึ้นเริ่มมากกว่า มักถูกอ่านเป็นสัญญาณบวก
- ตัดลง — ตรงกันข้าม
- ฮิสโตแกรมเริ่มสั้นลงทั้งที่ยังเป็นบวก — แนวโน้มยังขึ้นแต่แรงเริ่มหมด มักเห็นก่อนการตัดลงจริง
- MACD ข้ามเส้นศูนย์ — ค่าเฉลี่ยสั้นข้ามค่าเฉลี่ยยาว ถือเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มระดับใหญ่กว่า
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้เงินจริง
- ทั้งคู่คำนวณจากราคาย้อนหลัง — สัญญาณจึงมาช้ากว่าราคาเสมอโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่แก้ได้ด้วยการปรับค่า
- ตลาดออกข้าง = สัญญาณหลอกเยอะมาก — MACD จะตัดขึ้นตัดลงสลับกันถี่ ๆ คนที่เทรดตามทุกครั้งจะโดนค่าธรรมเนียมกินจนพอร์ตหด
- ค่ามาตรฐาน 14 / 12-26-9 ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ — เป็นค่าที่ตั้งไว้ตั้งแต่ยุคที่ตลาดหุ้นเปิด 5 วันต่อสัปดาห์ คริปโตเทรด 24/7 พฤติกรรมจึงต่างออกไป
- การปรับค่าจนกราฟย้อนหลังสวย (over-fitting) — เป็นกับดักคลาสสิก ค่าที่พอดีกับอดีตมักไม่พอดีกับอนาคต
- ไม่มีอินดิเคเตอร์ไหนแทนการบริหารความเสี่ยงได้ — ขนาดไม้ที่ลงและจุดตัดขาดทุนมีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่าการเลือกอินดิเคเตอร์
แล้วมือใหม่ควรเริ่มยังไง
ถ้าเป้าหมายของคุณคือสะสมระยะยาว ความจริงที่ไม่ค่อยมีคนอยากได้ยินคือคุณแทบไม่ต้องใช้อินดิเคเตอร์เหล่านี้เลย การทยอยซื้อเป็นงวดตามแผนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการพยายามจับจังหวะสำหรับคนส่วนใหญ่ — อ่านเหตุผลและตัวเลขจริงได้ที่ DCA คืออะไร และลองคำนวณเองได้ที่ เครื่องคำนวณ DCA
ถ้าจะเทรดจริง ให้เริ่มจากอ่านโครงสร้างราคาและแท่งเทียนให้เป็นก่อน อินดิเคเตอร์ควรเป็นตัวยืนยัน ไม่ใช่ตัวตัดสินใจ · เริ่มที่ วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน แล้วมาลองดูกราฟจริงที่ กราฟ Bitcoin
และถ้าสนใจภาพระดับรอบตลาดมากกว่าการเทรดรายวัน ตัวชี้วัดแบบ on-chain อย่าง Mayer Multiple หรือ Pi Cycle ตอบคำถาม “ตอนนี้แพงหรือถูก” ได้ตรงกว่า ดูได้ที่ ตัวชี้วัด Bitcoin
เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงสูงและคนส่วนใหญ่ขาดทุน