คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก USDT ในฐานะ “ตัวกลาง” — ขายเหรียญเป็น USDT ไว้ก่อนตอนตลาดผันผวน หรือใช้เป็นทางผ่านตอนโอนข้ามกระดาน ทำให้หลายคนถือ USDT ไว้ในมือเป็นก้อนโดยไม่เคยตั้งคำถามว่ามันคืออะไรกันแน่
คำตอบสั้น ๆ คือ USDT ไม่ใช่ดอลลาร์ แต่เป็น หนี้ที่บริษัทหนึ่งออกให้ โดยสัญญาว่าจะแลกคืนเป็นดอลลาร์ในอัตรา 1:1 มูลค่าของมันจึงขึ้นอยู่กับความสามารถและความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบล็อกเชน
USDT ทำงานยังไง
ผู้ออกคือบริษัท Tether ซึ่งเริ่มออกเหรียญนี้ตั้งแต่ปี 2014 กลไกตามที่บริษัทอธิบายคือ เมื่อมีคนเอาดอลลาร์จริงมาฝาก บริษัทจะสร้าง USDT ขึ้นมาให้เท่ากัน และเมื่อมีคนเอา USDT มาแลกคืน บริษัทจะทำลายเหรียญนั้นทิ้งแล้วคืนดอลลาร์
สิ่งที่ทำให้ราคาอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ในตลาดจริง ๆ คือการทำกำไรจากส่วนต่าง (arbitrage) ถ้าราคาตกไป 0.98 คนที่แลกคืนกับบริษัทได้จะกว้านซื้อไปแลกเอากำไร แรงซื้อนั้นดันราคากลับขึ้นมา
จุดสำคัญคือกลไกนี้ทำงานได้ ก็ต่อเมื่อการแลกคืนยังทำได้จริง ถ้าตลาดเชื่อว่าแลกคืนไม่ได้เมื่อไร ราคาก็ไม่มีอะไรยึด นี่คือหัวใจของความเสี่ยงทั้งหมด
มีอะไรหนุนหลังจริง ๆ
ปัจจุบัน Tether เผยแพร่รายงานทรัพย์สินหนุนหลังเป็นรายไตรมาส โดยสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือตั๋วเงินคลังสหรัฐระยะสั้น (US Treasury bills) ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูง
แต่มีข้อควรระวังที่ต้องเข้าใจให้ตรง: รายงานเหล่านี้เป็น attestation คือการที่ผู้สอบบัญชียืนยันยอด ณ วันหนึ่ง ไม่ใช่ audit เต็มรูปแบบที่ตรวจกระบวนการและความสม่ำเสมอตลอดงวด สองอย่างนี้ไม่เท่ากัน และเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์มาต่อเนื่อง
ในพอร์ตยังมีสินทรัพย์อื่นปนอยู่ด้วย เช่น เงินให้กู้ยืมที่มีหลักประกัน โลหะมีค่า และ Bitcoin ซึ่งสภาพคล่องและความผันผวนไม่เหมือนตั๋วเงินคลัง ในภาวะที่คนแห่แลกคืนพร้อมกัน ส่วนผสมของพอร์ตมีความหมายมาก
ประวัติที่ควรรู้ ไม่ใช่เพื่อให้กลัว แต่เพื่อให้ประเมินถูก
- ปี 2021 — Tether ยอมความกับอัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก จ่าย 18.5 ล้านดอลลาร์ และในปีเดียวกันถูก CFTC ปรับ 41 ล้านดอลลาร์ ประเด็นหลักคือการสื่อสารเรื่องเงินหนุนหลังในอดีตที่ไม่ตรงกับความจริงตลอดเวลา
- พฤษภาคม 2022 — ตอน TerraUSD ล่มสลาย USDT หลุดจาก 1 ดอลลาร์ลงไปแตะราว 0.95 ในบางกระดานอยู่ช่วงสั้น ๆ ก่อนกลับมา ระหว่างนั้นบริษัทรับแลกคืนได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ราคากลับมาได้
- ยุโรป — กฎ MiCA ทำให้กระดานหลายเจ้าต้องถอด USDT ออกจากผู้ใช้ในเขตยุโรป สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
- ปัจจุบัน — USDT ยังเป็น stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องมากที่สุดในตลาดคริปโต ซึ่งเป็นข้อดีที่จับต้องได้จริงในแง่การใช้งาน
USDT กับ USDC ต่างกันตรงไหน
USDC ออกโดยบริษัท Circle ในสหรัฐ จุดต่างที่มักถูกพูดถึงคือ USDC อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลของสหรัฐชัดเจนกว่า และองค์ประกอบของทรัพย์สินหนุนหลังเรียบง่ายกว่า (เงินสดและตั๋วเงินคลังเป็นหลัก)
แต่ USDC เองก็เคยหลุด peg ลงไปต่ำกว่า 0.88 ในเดือนมีนาคม 2023 ตอนที่ธนาคาร Silicon Valley Bank ล้ม เพราะเงินหนุนหลังส่วนหนึ่งฝากอยู่ที่นั่น — บทเรียนคือ ความเสี่ยงของ stablecoin ไม่ได้อยู่ที่บล็อกเชน แต่อยู่ที่ระบบธนาคารและบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง
สรุปคือทั้งคู่มีความเสี่ยงคนละแบบ ไม่มีตัวไหน “ปลอดภัย” ในความหมายเดียวกับเงินฝากธนาคารที่มีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก · อ่านภาพรวมของ stablecoin ทั้งหมวดได้ที่ Stablecoin คืออะไร และดูราคาปัจจุบันได้ที่ หน้าเหรียญ Tether
ความเสี่ยงที่คนไทยเจอบ่อยกว่าเรื่อง peg
พูดตามตรง สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ความเสี่ยงที่ทำให้เสียเงินจริงไม่ใช่ Tether ล้ม แต่เป็นเรื่องพวกนี้:
- โอนผิดเชน — USDT มีอยู่บนหลายเครือข่าย (Ethereum, TRON, BSC และอื่น ๆ) โอนออกจากเชนหนึ่งไปที่อยู่ของอีกเชนหนึ่งอาจได้เหรียญคืนยากหรือไม่ได้เลย · อ่าน โอนคริปโตผิดเครือข่าย ทำยังไง
- ซื้อขาย USDT นอกกระดาน (P2P) — เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของบัญชีธนาคารถูกอายัดในไทย เพราะเงินที่โอนเข้ามาอาจพัวพันคดี · อ่าน บัญชีถูกอายัดจากการซื้อขายคริปโต P2P
- ถือ USDT ค้างบนกระดานเป็นเวลานาน — คุณรับความเสี่ยงสองชั้นพร้อมกัน ทั้งของผู้ออกเหรียญและของกระดานเทรด
สรุปแบบตรงไปตรงมา
- USDT ไม่ใช่ดอลลาร์ แต่เป็นสัญญาว่าจะแลกคืนได้ 1:1 จากบริษัทเอกชน
- หนุนหลังด้วยตั๋วเงินคลังสหรัฐเป็นหลัก แต่รายงานเป็น attestation ไม่ใช่ audit เต็มรูปแบบ
- ประวัติมีทั้งการถูกปรับและการหลุด peg ชั่วคราว แต่ยังแลกคืนได้ต่อเนื่องมาตลอด
- ใช้เป็นทางผ่านระยะสั้นถือว่าใช้ได้จริง แต่ไม่ควรมองเป็นที่พักเงินระยะยาวแทนบัญชีธนาคาร
- สำหรับคนไทย ความเสี่ยงจากการโอนผิดเชนและการซื้อขาย P2P จับต้องได้มากกว่าความเสี่ยงว่าผู้ออกจะล้ม
- เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน